BLOG

จะประสบความสำเร็จแบบ 4 มิติได้อย่างไร

Posted by Mario Singh on January 6, 2017 at 9:00 AM


จะประสบความสำเร็จแบบ 4 มิติได้อย่างไร

คุณให้คำนิยายเรื่องมิติที่ 1 ว่าอย่างไร?

คนส่วนใหญ่อาจบอกว่า มันเพียงเส้นๆหนึ่ง แต่ถ้าคุณลองนึกดู ถ้าเส้นนี้เอามาต่อกันเป็นรูปได้ในทางฟิสิกส์ จะนับว่านี่คือ มิติที่ 2 นั่นเป็นเพราะเส้นได้มีเพียงการวาด ยังไม่มีความสูงและความลึก

นั่นหมายความว่า มิติที่ 1 มีเพียงจินตนาการล้วนๆ ถ้าจะให้มีอยู่จริงต้องให้มันเป็นมิติที่ 2 ขึ้นมา

แล้วรูปร่างในมิติที่ 2 ล่ะ?

รูปร่างในมิติที่ 2 ก็เหมือนกัน จะถูกกฎของมิติที่ 3 มาควบคุม เมื่อมันมีรูปร่างแล้ว เป็นสี่เหลี่ยมง่ายๆ มีความกว้างและความยาว มันจะกลายเป็นมิติที่ 3 ก็ต่อเมื่อมันมีรูปร่างในทางฟิสิกส์ คุณสามารถเห็นและสัมผัสสี่เหลี่ยมได้ คุนสามารถเห็นและสัมผัสมันได้ ตอนนี้คือมันมีความกว้าง ความยาว และความสูงแล้ว

ซึ่งนี่ตามมาด้วย รูปร่างในมิติที่สามก็ถูกควบคุมโดยกฎของมิติที่ 4 เช่นกัน

นี่คือส่วนที่เริ่มน่าสนใจ มนุษย์อย่างพวกเราอาศัยอยู่ในมิติที่ 3 อย่างไรก็ตามเมื่อเรามีรูปร่าง เราก็ถูกควบคุมโดยกฎของมิติที่ 4 เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น หากคุณอยากเปลี่ยนผลลัพธ์ในมิติที่สาม คุณก็ต้องเข้าสู่กฎของมิติที่ 4เพื่อให้ได้ผลลัพธ์

แล้วกฎของมิติที่ 4 คืออะไรล่ะ?

มีสองอย่างคือ: ความคิดและคำพูด

ถ้าคุณขี้สงสัยและคิดว่าคำพูดจะทำให้ผลลัพธ์ในมิติที่ 3 เปลี่ยนแปลงได้อย่าง โปรดให้ผมยกตัวอย่าง

ความคิด

ก่อนหน้านี้มีความคิดที่ว่า การวิ่งระยะเป็นไมล์ภายในเวลา 4 นาทีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จะกระทั้งปรากฏชายที่มีนามว่า Roger Bannister

หลังจากที่เค้าสูญเสียหมดกำลังใจในการล้มเหลวจากโอลิมปิกเมื่อปี 1952 นายแบนนิสเตอร์ใช้เวลาสองเดือนไปกับการตัดสินใจว่าจะหยุดวิ่งไหม เขาจึงเลือกเป้าหมายใหม่ว่าจะวิ่ง 1 ไมล์ ในระยะเวลา 4 นาที แทน พร้อมกันนั้นเค้าได้ฝึกอย่างหนักหน่วง

ในวันที่ 2 พฤษภาคม 1953 เขาได้ติดอยู่ใน British record ที่ เมือง Oxford บันทึกโดยนาย Chris Chataway นายแบนนิสเตอร์วิ่งโดยใช้เวลา 4.03.6 นาที เอาชนะมาตรฐานที่นาย Wooderson ทำไว้เมื่อปี 1945 นายแบนนนิสเตอร์กล่าวว่า “การวิ่งแข่งครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่าการวิ่ง 1 ไมล์ ใน 4นาทีนั้นไม่ไกลเกินเอื้อม”

โรเจอร์เปลี่ยนความคิดและความเชื่อของเขา เกี่ยวกับการวิ่งเป็นไมล์ในเวลา 4 นาที ทุกอย่างที่เขาทำเป็นไปตามความคิดของเขา

เหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์นี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1954

การแข่งนี้ถ่ายทอดสดโดย BBC Radio และพากย์โดย Harold Abrahams แห่ง Chariots of Fire fame.

เขาได้พากย์ว่า:

"สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี นี่คือผลการแข่งขันครั้งที่ 9 ของการวิ่งระยะ 1 ไมล์ อันดับที่ 1 ได้แก่ หมายเลข 41 โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ จากสมาคมนักกีฬาสมัครเล่น และก่อนหน้านี้จากมหาวิทยาลัย Exeter and Merton Colleges เมืองอ็อกฟอร์ด ด้วยเวลาที่กลายเป็นสถิติใหม่ และกำลังจะได้รับการประกาศให้เป็นสถิติของคนเชื้อชาติอังกฤษ, ประเทศอังกฤษ และสถิติโลก ด้วยเวลา 3...”

เสียงโห่ร้องกึกก้องมีขึ้นทันทีที่จบการประกาศ ระยะเวลาของนายแบนนิสเตอร์คือ 3นาที 59.4 วินาที

เป็นที่น่าสนใจอย่างมากว่า 12เดือนให้หลังนับจากที่นายแบนนิสเตอร์เอาชนะสถิติ ได้มีคน 37 คน ที่สามารถวิ่งระยะ 1 ไมล์ได้ ในเวลา 4 นาที จนถึงทุกวันนี้ มีคนทำได้เกือบพันคนแล้ว

สิ่งที่ต้องการคือ ชายคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนความคิดของเขา ก่อนที่ผลลัพธ์จะมีชีวิตขึ้นมา

 Roger Bannister.jpg

 

คำพูด

Dr. Emoto เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับงานของเขา หัวข้อ “ข้อความจากน้ำ” งานแสดงว่าคำพูดส่งผลต่อรูปร่างของเกล็ดน้ำแข็งบริสุทธ์ที่ไม่ผ่านกระบวนการปนเปื้อนใดใดมาก่อนนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก โดยใช้ชนิดของคำพูดมาเขียนบนกระดาษแล้วแปะที่ขวดน้ำ จากนั้นปล่อยไว้ข้ามคืนให้มันเป็นน้ำแข็งแล้วถ่ายรูป หลักฐานช่างน่าตกใจ

 Dr Emoto.png Messages.jpg

 

เกล็ดน้ำแข็งที่มีคำว่า ขอบคุณ รัก และประทับใจ จับตัวกันเป็นเกล็ดสวยงาม กลับกันขวดที่มีคำว่า เธอทำให้ฉันรู้สึกแย่ ฉันจะฆ่าเธอ มีเกล็ดที่แตกหักไม่เป็นรูปร่างและจับตัวกันแบบมั่วๆ

ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยน้ำ 75% นี่เป็นการทดลองที่พิสูจน์ให้เห็นว่าคำพูดแง่ดีสามารถรักษาเราได้ และเปลี่ยนตัวตนของเราให้เป็นไปตามที่พูด

นี่เป็นอีก 2 ตัวอย่างสั้นๆของพลังแห่งคำพูด:

1) อ่านหนังสือ "Speeches That Changed The World" โดย Simon Sebag Montefiore ในคำปราศรัยมีอะไรอยู่บ้าง? คำพูดนั่นเอง

 Speeches that changed the world.jpg

2) Barack Obama ผู้ซึ่งถูกคิดว่าเป็นเป็นบุคคลภายนอกโดยสิ้นเชิง ก้าวเข้ามาเป็นประธานาธิบดีบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร? เขามีบันทึกสำหรับติดตามสำหรับผลลัพธ์ที่ทำให้คนได้เข้ามานั่งในทำเนียบขาวเหรอ? ไม่มีทางแน่นอน! มันคือคำพูด ของเขา ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับความหวังและการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

 Obama.jpg

 

ทุกคนครับ โปรดฟัง

หากคุณต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิตคุณโดยสิ้นเชิง ทางออกคือเปลี่ยนความคิดของคุณและเปลี่ยนคำพูดของคุณ

 “เราต่างก็เป็นในสิ่งที่เราคิด ทั้งหมดทั้งมวลเราเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความคิดของเรา ด้วยความคิดของเรานั้นเราได้สร้างโลก” – พระพุทธเจ้า

"คำพูดคือยาเสพย์ติดที่ออกฤทธิ์แรงที่สุดที่มนุษยได้นำมาใช้" -Rudyard Kipling

                                

Mario Singh

CEO